ทำไมคนส่วนใหญ่เล่นหุ้นแล้วมักขาดทุน

ผมจำได้แม่นเลยว่าครั้งแรกที่ผมเริ่มรู้จักการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยเมื่อหลังผมสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีตอนอายุ 22 ปี ซึ่งเป็นช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ พอดี ประมาณเดือนกันยายน – พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เนื่องจากว่าช่วงนั้นผมยังไม่ได้ทำงาน ประกอบกับพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง และเป็นช่วงมวลน้ำกำลังเข้าท่วมกรุงเทพ ไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านได้สะดวก (แต่โชคดีที่น้ำยังไม่เข้าบ้าน) ในขณะที่หลายๆ บ้าน น้ำได้เข้ามาสูงเกือบเข่า แต่บ้านผมยกสูงและอยู่บริเวณพื้นที่สูงในซอยหมู่บ้าน จึงทำให้น้ำไม่เข้าบ้าน

ในช่วงเวลานั้นเอง ผมก็ค่อนข้างว่างมาก จึงมีเวลาศึกษาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยว่าหุ้นตัวไหนบ้างน่าสนใจ แต่ผมก็รู้สึกแปลกใจมากว่าทำไมช่วงน้ำท่วมหุ้นหลายตัวถึงขึ้นยกแผง ทั้งๆ ที่น้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่อมาผมจึงเข้าใจว่าคนไทยที่ไม่รู้จะทำอะไรได้ซื้อ-ขายหุ้นในช่วงนั้นจึงทำให้หุ้นหลายตัวปรับขึ้น ถึงแม้จะไม่ปัจจัยหรือเหตุผลของการขึ้นก็ตาม

ช่วงนั้น ผมก็ไล่ซื้อ-ขายหุ้นหลายตัวที่ดูแล้วค่อนข้างอยู่ในขาขึ้น เช่น PTT, IVL, INTOUCH, BBL, SCB, ADVANC และหุ้นอื่นๆ อีกมากมาย ผมซื้อหุ้นผ่านแอป Streaming โดยที่ผมก็นั่งดูการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละตัวตลอดทั้งวัน ผมมักเข้าซื้อหุ้นช่วงเช้าและขายช่วงเย็น โดยผมสามารถทำกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้นระยะสั้นได้ประมาณหมื่นต้นๆ เท่านั้น

ไม่ว่าใครที่เล่นหุ้นช่วงนั้นก็คงได้กำไรเช่นกัน เพราะหุ้นหลายตัวปรับขึ้นทั้งนั้น แต่พอระดับน้ำเริ่มลดลง หุ้นหลายตัวในตลาดหุ้นไทยก็ทยอยปรับตัวลงเช่นกัน อันที่จริงก็รู้สึกว่าแปลกดีเหมือนกันนะครับ 555

จากประสบการณ์ที่ผมได้เคยซื้อ-ขายหุ้น (trader) ในระยะสั้นจนถึงปัจจุบันนั้น หุ้นหลายตัวที่ปรับตัวขึ้น-ลงตามปริมาณการซื้อขายในช่วงนั้นๆ ในขณะที่หุ้นบางตัวมีการซื้อ-ขาย 10 เท่าหรือ 20 เท่าของมูลค่าของหุ้นนั้นๆ หรืออาจจะต่ำกว่ามูลค่าของหุ้นดังกล่าวก็เป็นไปได้ ราคาหุ้นจึงไม่ใช่สิ่งสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นในขณะนั้นเสมอไป

ถ้าคุณไม่ใช่เป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือกองทุนรวมขนาดใหญ่ เราไม่มีทางที่จะชนะตลาดในระยะสั้นได้เลย เพราะคุณไม่รู้ว่าหุ้นตัวที่คุณซื้อมาจะขึ้นหรือลงมากน้อยเพียงใด นักลงทุนรายย่อยจึงทำได้แค่เดา (guess) ว่าหุ้นในขณะนั้นจะขึ้น-ลงมากน้อยเพียงใด โดยสามารถสรุปได้ว่าการลงทุนก็ไม่ต่างจากการพนันเท่าไหร่

ผมเคยได้ยินว่าคนจนซื้อหวย คนรวยซื้อหุ้น ในประโยคดังกล่าวก็มีความจริงอยู่ประมาณหนึ่ง แต่คนๆ นั้นต้องเป็นคนรวยจริงๆ ทีมีเงินหลายร้อยล้าน คนรวยมักมีอัตราทด (leverage) ซึ่งหมายถึงเงินจำนวนมากในการซื้อ-ขายหุ้น ย่อมทำให้ตลาดหุ้นผันผวนตามปริมาณการซื้อ-ขายในช่วงเวลานั้นๆ จากนักลงทุนเพียงไม่กี่ราย

นักลงทุนรายใหญ่สามารถทำให้ดูเหมือนว่าตลาดเข้าสู่กระทิง (bull market) เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยรีบเข้าซื้อทำกำไร อีกวันถัดมานักลงทุนรายใหญ่อาจจะทำให้หุ้นบางตัวในตลาดหุ้นร่วงลงแรงอย่างไม่มีเหตุผลได้เช่นกัน ทำให้นักลงทุนรายย่อยแห่กันขายเพราะกลัวว่าจะติดดอยนาน และอีกวันถัดว่านักลงทุนรายใหญ่อาจจะช้อนซื้อหุ้นตัวที่ร่วงลงมาให้ราคาขึ้นไปสูงเพื่อทำกำไร และอาจจะทุบราคาหุ้นตัวนั้นลงมาอีกก็เป็นไปได้

นักลงทุนรายใหญ่สามารถกระทำการปั่นหุ้นในแต่ละตัวในแต่ละวันไม่เหมือนกัน โดยที่นักลงทุนรายย่อยไม่สามารถทำอะไรได้เลย นักลงทุนรายใหญ่จึงมีอำนาจเหนือตลาดในการกำหนดทิศทางตลาดหุ้นว่าจะให้หุ้นตัวไหนขึ้น-ลงมากน้อยเพียงใด นักลงทุนรายย่อยไม่ทางรู้ทิศทางตลาดได้ 100% ได้เพียงแต่การคาดคะเน ดูกราฟหุ้นในการประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ค่อยช่วยอะไรได้เท่าไหร่นัก

การลงทุนในหุ้นจึงเป็นเกมจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ผมเคยได้ยินว่า ราคาหุ้นลงให้ซื้อ ราคาหุ้นขึ้นให้ขาย แต่ผมคิดว่าทฤษฎีกนี้ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่นัก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าหุ้นตัวนี้จะขึ้น-ลงมากเท่าไหร่ ควรจะขายหรือซื้อหุ้นตอนไหนดีที่สุด สุดท้ายก็เป็นเพียงการเดาเท่านั้น

ดังนั้น ผมจึงขอสรุปได้ว่าการลงทุนระยาวนั้นย่อมดีกว่าการลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะการที่เราเลือกซื้อหุ้นเฉพาะตัวที่เราได้ทำการศึกษาแล้วว่าหุ้นตัวนั้นมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้ว่าผู้บริหารเจนเซ่น หวงกำลังจะเปลี่ยนทิศทางบริษัทในการผลิตชิปด้าน AI และเรารู้ว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกได้นั้น ให้เราลงทุนซื้อหุ้น nvidia ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าเราทำการซื้อหุ้นในขณะที่คนอื่นยังมองไม่เห็นทิศทางว่าหุ้นตัวนี้จะขึ้นมากน้อยเพียงใด เราจะกลายเป็นนักลงทุนต้นน้ำ (early investor) โดยที่เราจะสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรจากหุ้นตัวนั้นมากที่สุด ในขณะที่นักลงทุนปลายน้ำ (late investor) อาจจะซื้อหุ้นได้ในราคาแพง หุ้นที่ราคาแพงมักเกิดจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในหุ้นดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสที่หุ้นดังกล่าวอาจจะปรับตัวลงมาสู่มูลค่าหุ้นที่แท้จริงก็เป็นไปได้