Apple เป็นบริษัทที่มีมูลค่าอยู่ที่ 3.580 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 12 มกราคม 2568) ซึ่งนับว่าเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับหนึ่งของโลกมาหลายปีติดต่อกัน
ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของบริษัท Apple ก็คงมีอยู่หลายๆ ประเด็น ประเด็นแรกๆ ก็อาจจะเป็นเพราะ Apple มีนวัตกรรมต่อเนื่องและต่อยอดในไลน์สินค้าเดิม จึงทำ Apple ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่องจนถึงในปัจจุบัน
หลายคนคงรู้จักสินค้าจากบริษัท Apple อย่างดี เช่น iPhone, iPad, Macbook, AirPods, Apple TV รวมถึงการบริการดิจิทัลอย่างเช่น iTune, App Store, Apple Music และอื่นๆ อีกมากมาย
คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Apple ได้เปลี่ยนวงการมือถือจากปุ่มกดเป็นแบบสัมผัส (touch screen) และเปลี่ยนคอมพิวเตอร์แบบอินเทอร์เฟซบรรทัดคำสั่ง (command line) ให้เป็นแบบ user interface โดยทำให้คนทั่วโลกสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย หรือแม้กระทั่ง iPod (ที่เลิกผลิตไปแล้ว) ได้เปลี่ยนแนวคิดของคนในการฟังเพลงโดยรวม 1,000 เพลงเข้าไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว
โดยสิ่งเหล่านี้ เป็นกฎ The Law of Effection กล่าวคือ ถ้าสินค้าของคุณยิ่งมียอดขายสินค้าและ/หรือผลกระทบกับการเป็นอยู่ของคนมากเพียงใด นั้นหมายถึงความมั่งคั่งของธุรกิจที่คุณเป็นเจ้าของย่อมมากขึ้นตามไปด้วย
Net Profit = Unit Sold (scale) X Unit Profit (magnitude)
ปริมาณสินค้าที่ขายได้ (scale) คูณด้วยผลกระทบกับชีวิต (magnitude) เท่ากับกำไรสุทธิที่บริษัทจะได้
ถ้าสินค้าขายได้เป็นจำนวนมากหรือสินค้านั้นมีผลกระทบกับการใช้ชีวิต นั้นหมายถึงคุณกำลังจะกลายเป็นเศรษฐีล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ถ้ายอดขายสินค้าได้เป็นจำนวนมากและมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตของคนมากเช่นกัน นั้นหมายถึงคุณกำลังจะกลายเป็นมหาเศษรฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยกตัวอย่างเช่น iPhone ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2007 ซึ่งทำให้ทั่วโลกต้องตะลึงกับนวัตกรรมมือถือที่รวบรวมทั้งอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ และการฟังเพลงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ดูล้ำสมัยด้วยระบบสัมผัส (touch screen) แบบไร้ปุ่มกด จึงทำให้ Apple มียอดขายอย่างถล่มทลายและเป็นบริษัทแรกที่ครองใจผู้บริโภคด้านนวัตกรรมสมาร์ทโฟนจนถึงปัจจุบัน ที่เปลี่ยนวิถึการสื่อสารและการบริโภคสื่อออนไลน์บนสมาร์ทโฟนไปโดยสิ้นเชิง


Leave a comment