
ตอนสมัยเด็กๆ อาจารย์ประจำชั้นได้ถามนักเรียนว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมก็ตอบไปว่าอยากจะเป็นหมอเพื่อรักษาพ่อและแม่เวลาไม่สบาย
จนถึงปัจจุบันผมก็ปล่อยให้ชีวิตดำเนินจังหวะและโอกาส เมื่อผมเห็นเพื่อนในสมัยมัธยมเลือกที่จะศึกษาต่อคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็เลือกเรียนตามเพื่อนโดยไม่ได้คิดว่าตนเองต้องการเป็นอะไรในอนาคต
ผมลองถามตัวเองว่าผมชอบทำอะไรแล้วและทำให้ผมอยู่กับมันได้ตลอด หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ทำมัน ผมก็ได้คำตอบว่าผมชอบศึกษาด้านคอมพิวเตอร์
Your goals are the axis of your suffering, and you get to choose what you suffer for.
Dan Koe
ผมเห็นว่างานสาย data science น่าสนใจมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง (learning path) ผมเข้าไปในกลุ่มเฟสบุ๊ค data science ของทั้งไทยและต่างประเทศ และมีคน comment ว่าให้ลองเรียน datacamp
ผมก็ตัดสินใจสมัครเรียนทันที พอเรียนถึงวิชา python แล้วก็งงๆ หน่อย ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าจะปรึกษาใคร ไม่มี community คอย support และไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ
มีเพื่อนแนะนำให้ลองเรียนกับแอดทอย DataRockie เพราะว่าเป็นที่เรียนด้าน data science
ผมเริ่มเรียน Mini Data Science Bootcamp ก่อนเลย ผมเรียนติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อเลยว่าแอดทอยสามารถอธิบายสิ่งที่เป็นเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย #ง่ายจนงง
Either way, the only path towards being financially and physically free is through self education.
Dan Koe
Data Science Bootcamp ที่ดีควรให้นักเรียนเรียนโดยเรียงตามลำดับ Excel > SQL > R Programming > Data Visualization > Machine Learning > Python ซึ่งการเรียนแต่ละวิชาโดยเริ่มจาก Excel สามารถถ่ายโอนความรู้ไปอีกวิชาต่อไปได้ (transferable knowledge) สุดยอดดด
แต่การเรียนตามวิชาดังกล่าวนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเราไม่มี mindset ที่ใช่ บางคนใน bootcamp อาจจะตั้งข้อสังเกตในใจว่าตัวเองไม่มีวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ด้าน data science มาก่อนแล้วจะย้ายสายงานนี้ได้อย่างไร
At the end of the day, progress is what will keep you going. Progress is what gives you purpose.
Dan Koe
จนกระทั่งถึงบัดนี้ ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีศักยภาพเพียงพอที่จะย้ายสายงานเพื่อตามความฝันของตนเอง ถ้าทุกคนมี skills ที่ใช่และสามารถแสดงว่าตนเองเข้าใจ โดยมี portfolio ที่อธิบายว่าเราทำอะไรได้บ้าง
ไม่ว่าเรามีความฝันว่าจะไปทำงานสายอะไร สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือเรื่องการมีวินัย (discipline) ในการเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งการที่เราจะเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราต้องให้เวลากันมันอย่างน้อย 20 – 30 ชั่วโมง ท่านใดที่สนใจการฝึกทักษะด้านการสร้างวินัยให้ตนเองเพื่อให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา แนะนำให้อ่านหนังสือ Atomic Habits: An Easy & Proven Way to Build Good Habits & Break Bad Ones – James Clear
The mind once enlightened cannot again become dark.
Thomas Paine
Skill เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ แต่การเปลี่ยน mindset เพื่อเปลี่ยนจากการที่เราเป็นเพียงคนธรรมดา (average person) ให้กลายเป็นคนที่เก่งขึ้น (talent) ในทุกๆ วันนั้น โดยเฉพาะการเรียนรู้เรื่องที่เราอยากจะพัฒนา ต้องอาศัย 3 ปัจจัย ดังนี้
- วิทยากรมีความจริงใจที่อยากในนักเรียน bootcamp ทุกคนประสบความสำเร็จ ได้ย้ายสายงานเป็น data analyst คอยเติมไฟให้นักเรียนเรียนจนลืมดูเวลาว่า เอ้า ตอนนี้มันตีสองแล้วนะ 5555 พรุ่งไม่ใช่วันเสาร์ #นอนน้อยแต่นอนนะ
- การมี community ที่ดีที่ทุกคนแบ่งปันความรู้ตามปรัชญาของ bootcamp คือเรียน เขียน แชร์ ยิ่งเราให้มากเท่าไหร่ สิ่งดีๆ ก็จะกลับคืนมากเท่านั้น และที่สำคัญคือทำให้เราเข้าใจมากขึ้นด้วย เย้
- การจดโน้ตที่ดี ซึ่งไม่ใช่การ copy and paste แต่จดด้วยภาษาที่ตนเองเข้าใจ ซึ่งเป็นรากฐานเบื้องต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อเราลืมก็กลับมาดูโน้ตและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
นำตัวเองไปอยู่ในสังคมที่มีแต่การเรียนรู้ สร้างไฟให้ตัวเองและคนรอบข้าง
แอด Toy – Datarockie
การที่เราวางแผนการเรียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งและเราและทำสิ่งนั้นซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ จะสร้าง neural path ในสมองของเรา ครั้งแรกอาจจะใช้เวลานานและยากหน่อย แต่เมื่อเราฝึกฝนมันเป็นประจำทุกวัน สมองจะทำมันโดยอัตโนมัติ และใช้ energy น้อยมาก
How to be a better version of everyday before it’s too late.
Morgan Housel from the book: Same as Ever
เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง เพียงแต่เราเก่งกว่าคนในค่าเฉลี่ย (doable greatness) ก็ถูกมองว่า (perceive) เป็นคนเก่งแล้ว (talent) สุดยอดดด! เท่มากก
การที่เรามีความรู้หลายๆ ด้าน (skill stacking) และการเป็น generalist ก็จะทำให้เราโดยเฉลี่ยแล้วดูดีกว่าคนที่เก่งที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง ท่านใดที่สนใจอ่านเพิ่มเติมในการพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นได้อย่างไรได้จากหนังสือ Business Made Simple – Donald Miller
ขอนิยามของคำว่า เป็ดโปร กล่าวคือ เราเข้าใจในแต่ละวิชามากกว่าคนในค่าเฉลี่ย แต่ไม่ถึงกับเก่งที่สุดในเรื่องนั้นๆ เราจะปรับตัวได้ดีเมื่อต้องเผชิญกับยุคของการเปลี่ยนแปลง
ถึงแม้ AI ได้สร้างแรงสะเทือนในทุกวงการ แต่ AI ก็ได้แค่ replace task ไม่ใช่ job replacement ตราบใดที่ AI ยังไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะโดยประเมินจากสถานการณ์ที่ต้องใช้หัวใจทำความเข้าใจ
ถ้าเรายังพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา (และถูกวิธีด้วย) ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปทางใด เราก็จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ได้มองว่าสิ่งนั้นเป็นภัยคุกคาม (threat) แม้แต่น้อย
The entire purpose behind having structure in your life is to make your daily processes more efficient and effective. It does not mean that you lack spontaneity and creativity. Structure is the foundation that you build a great life off of.
Dan Koe
การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องพัฒนาตนเองให้มากกว่าค่าเฉลี่ยในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ถึงแม้การเรียน bootcamp ใกล้สิ้นสุดแล้ว แต่ skill และ mindset ยังคงติดตัวเราไป รวมถึงความรู้และสิ่งดีๆ ที่ได้จาก bootcamp นี้จะเป็นรากฐาน (foundation) ในการต่อยอดความรู้และส่งต่อความสำเร็จให้คนอื่นต่อไป

Leave a reply to tumbj Cancel reply